สายชล

 เพลงสายชล เป็นเพลงที่ต้นฉบับ ขับร้อง และประพันธ์คำร้องโดยจันทนีย์ อูนากูล ทำนองประพันธ์โดย ไชย ณ ศีลวันต์ (บุตรชายของนายเชาวน์ ณ ศีลวันต์) เมื่อพ.ศ. 2522 แต่บันทึกเสียงและวางจำหน่ายในพ.ศ. 2524 ในอัลบั้มชื่อชุด “สายชล” (อีเอ็มไอ) ซึ่งได้รับแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในฐานะอัลบั้มที่ทำยอดขายสูงสุดประจำปี พ.ศ. 2525
 

คำร้อง-: จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร

ทำนอง-: ไชย ณ ศีลวันต์

เหม่อมองดูสายน้ำวน

เหม่อมองสายชลช่างไหลริน

เหม่อมองดูนกผกผินบินลับไป

ยามเหงาเราถอนใจ

บินไป ไม่กลับมา

เปล่าเปลี่ยวจริงหนอหัวใจ

อยากจะรักใครเศร้าใจทุกครา

หมดแรงกำลังอ่อนล้าและหลงทาง

เจ็บนั้นยังเจ็บมิจาง

อ้างว้าง..ดังสายชล
แม้ใจจะเจ็บเก็บมาคิด ๆ

อดีตยังงามล้ำล้น

มิเคยลืมภาพเราสองคน

มิเคยลืมยังหลอกลวงตน
+ มิเคย…ลืมว่าเคยรักเธอ..สายชล

หลั่งรินไหลวนมาพานพบเจอ

เหตุการณ์ผ่านไป ยังเผลอพะวงทุกวัน

อกเอ๋ย…ขมขื่นตื้นตัน

จากกันหรือฝันไป
(ซ้ำจาก + จนจบเพลง)

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

We used to talk

 

We used to talk
And after fillin’ an ocean full of sailors who were going to some undiscoverd place
We talked
About a storm thats growing but we’d survive it knowing we’d keep each other safe
Like the waves that wash away the footprints on the shore
We used to talk a lot but we don’t talk much anymore
We used to talk
And after fillin a million books with page after page of inspirational thought
We talked
About all the scenarios where we could be the heros avenging evil plots
Its what we don’t expect or what we choose to ignore
We used to talk a lot but we don’t talk much anymore
How long
Can these coversations go on
Before the inspiration is gone
Even Atlantis sunk into the ocean floor
We used to talk a lot but we don’t talk much anymore
We used to talk
How in a hundred years we would still be sitting here just a chattering our bones
We’re not
I’m sitting here in silence and though i’ve tried it, it’s hard to talk alone

Les Chansons D’amour(Love Songs) : As tu déjà aimé?(Have you ever been in loved?)

 
 
 
As-tu déjà aimé
Pour la beauté du geste?
As-tu déjà croqué
La pomme à pleine dent?
Pour la saveur du fruit
Sa douceur et son zeste
T’es tu perdu souvent?

Oui j’ai déjà aimé
Pour la beauté du geste
Mais la pomme était dure.
Je m’y suis cassé les dents.
Ces passions immatures,
Ces amours indigestes
M’ont écoeuré souvent.

Les amours qui durent
Font des amants exsangues,
Et leurs baisers trop mûrs
Nous pourrissent la langue.

Les amour passagères
Ont des futiles fièvres,
Et leur baiser trop verts
Nous écorchent les lèvres.

Car a vouloir s’aimer
Pour la beauté du geste,
Le ver dans la pomme
Nous glisse entre les dents.
Il nous ronge le coeur,
Le cerveau et le reste,
Nous vide lentement.

Mais lorsqu’on ose s’aimer
Pour la beauté du geste,
Ce ver dans la pomme
Qui glisse entre les dents,
Nous embaume le coeur,
Le cerveau et nous laisse
Son parfum au dedans.

Les amours passagères
Font de futils efforts.
Leurs caresses ephémères
Nous faitguent le corps.

Les amours qui durent
Font les amants moins beaux.
Leurs caresses, à l’usure,
Ont raison de nos peaux.


 
ความหมายดีเนอะ
Louis Garrel is, now, myinspiration to learn French!!!
 
 
 
 
 

Burn After Reading ดาร์ค คอมเมดี้เรื่องเยี่ยมอีกเรื่องนึง

ตอนแรกที่ได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ ก็รู้สึกว่าชื่อมันแปลกๆ ให้อารมณ์ประมาณอ่านหนังสือจนไฟเผา แล้วเราก็นึกขำในใจ คริคริ…ปัญญาอ่านว่ะ!
แต่พอได้ไปดูหนังเรื่องนี้แล้วมันไม่ปัญญาอ่อนอย่างที่คิดเลย
มันเป็นเรื่องที่อลหม่าน สับสน ซับซ้อน และก็ตลกมากๆ
แต่บนความสับสน โยงไปมาก็มีความเหมือนจริงอยู่ในตัวของมันเอง
ตัวละครแต่ละตัวก็สะท้อนให้เห็นความเป็นมนุษย์ในปัจจุบันจริงๆเลยอ่า ที่มีทั้ง รัก โลภ โกรธ หลง แล้วก็ ‘บ้า!’

แน่นอน Everything happens for a reason
แต่ไม่ใช่ว่าทุกเหตุผลมันจะ "สมเหตุสมผล" เสมอไปอ่า ว่าไหม?
อย่างในเรื่องนี้ตัวละครตัวหนึ่งที่เป็น นักวิเคราะห์ข้อมูลของซีไอเอระดับอาวุโสที่ขี้โมโห เขาโดนสั่งรีไทร์เนื่องด้วยปัญหาการดื่มเหล้าของเขากับเมืยที่แอบไปมีชู้กับหนุ่มการคลัง
ซึ่งหนุ่มการคลังเองก็กำลังมีปัญหาพะอีดพะอมกับชีวิตแต่งงาน และเขาก็ไม่ได้เป็นชู้กับแค่เมืยของซีไอเอเท่านั้น แต่ยังเที่ยวนัดเดทผู้หญิงบนอินเตอร์เนตอีกด้วย แล้วหนึ่งในผู้หญิงที่หนุ่มการคลังเดทด้วยก็คือ สาวที่ไร้ความมั่นใจ ลินดา เธอกำลังเก็บเงินเพื่อจะไปผ่าตัดศัลยกรรม เพราะเธอคิดว่ารูปร่างและใบหน้าของเธอไม่ดึงดูดใจผู้ชายเอาเสียเลย โดยเธอหารู้ไม่ว่าเจ้าของฟิตเนสที่เธอทำงานอยู่นั้น หลงรักเธอมาโดยตลอด แต่ไม่เคยบอกรักเสียที…ทีนี้มาพูดถึงแบรด พิทท์ดีกว่า เราว่าเขาเล่นได้บ้า ฮามากๆอ่า รองจาก จอห์น มัลโควิช แบรด พิทท์เล่นเป็น แชด เพื่อนร่วมงานของลินดา ที่จับพลัดจับผลูได้แผ่นซีดีที่เป็นข้อมูลลับของซีไอเอคนนั้นมาอยู่ในมือ ด้วยความบ้าและฮาจึงร่วมมือกับลินดาในการแบลค์เมลล์ซีไอเอคนนั้นเพื่อที่เธอจะได้เงินไปทำศัลยกรรม….และตัวละครทุกตัวก็ถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลาจากซีไอเอ

แล้วเหตุการณ์วุ่นๆก็เกิดขึ้น…

หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าโกรธคนบ้าฮะ มันบ้ากันทั้งเรื่องนั่นแหละ
แต่ไอที่บ้าแล้วปิดสนามบินนี่…ก็นะ…
คิดเอาเองว่าควรทำไง

 

พระจันทร์ยิ้มที่ไม่เหลี่ยม

นั่นสิ
พระจันทร์มันยิ้มจริงๆนะ
มองในแง่ดี พระจันทร์คงยิ้มดีใจเพราะสิ่งดีๆกำลังจะเกิดขึ้น
มองในแง่ร้าย พระจันทร์คงยิ้มเยาะว่า คนไทย แม(ร่)งโง่จริงๆ ทะเลาะกันอยู่ได้
หลากหลายมุมมองต่างกันอ่า
แต่สิ่งที่เหมือนกัน เราต่างก็อยู่ใต้ดวงจันทร์ดวงเดียวกัน
เห็นพระจันทร์ยิ้มเหมือนๆกันอ่า
แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ?
 
แล้วเธอก็ตอบว่า "แต่พระจันทร์สีเหลืองนะ แล้วมันก็ไม่เหลี่ยมด้วย"
-_-"
 
สงสัยจะคิดเป็น pattern เหมือนกันไปหมดแล้วคนไทยประมาณว่า "ข้านี้แหละคือผู้ถูกต้อง เมิงต่างหากละที่ผิด AND I DON’T CARE!!!"
 
วลีหลังนี้สิ น่ากลัว…
 
 

YES, WE CAN!!!

ในที่สุด Obama ก็ได้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐอเมริกา

พอฉันรู้ข่าวเมื่อตอนเช้าก็รู้สึกขนลุกซู่และน้ำตาคลอด้วยความปลื้มปิติจริงๆ

มันทั้งดีใจและยินดีเป็นที่สุดที่ Obama ได้ทำสำเร็จ

ไม่ใช่เพราะว่าฉันสนใจการเมืองอเมริกันขนาดนั้น

แต่ฉันประทับใจคนอย่างนาย Barack Obama จริงๆ

คำปราศรัยของเขาเมื่อช่วงต้นๆปี Yes, we can นั้นเป็นที่ประทับใจของฉันอย่างมาก ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคยสนใจผู้สมัครผิวสีคนนี้เลยจริงๆ

หลังจากที่เขาเพิ่งจะพ่ายแพ้ให้กับ Clinton ที่ New Hampshire แท้ๆแต่คำปราศรัยของเขาที่นั่นมันช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและพร้อมที่จะก้าวต่อไป (I’m still fired up, and ready to go.) 

แม้จะมีใครหลายคนบอกว่าเขาคงไปไม่ถึงที่หมายแน่ๆ แต่เขาก็ยังมีความหวัง…และนั่นทำให้ฉันรู้สึกว่า นายคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

"It was a creed written into the founding documents that declared the destiny of a nation.
Yes we can.

It was whispered by slaves and abolitionists as they blazed a trail toward freedom.
Yes we can.

It was sung by immigrants as they struck out from distant shores and pioneers who pushed westward against an unforgiving wilderness.
Yes we can.

It was the call of workers who organized; women who reached for the ballots; a President who chose the moon as our new frontier; and a King who took us to the mountaintop and pointed the way to the Promised Land.

Yes we can to justice and equality.
Yes we can to opportunity and prosperity.
Yes we can heal this nation.
Yes we can repair this world.

Yes we can.

We know the battle ahead will be long, but always remember that no matter what obstacles stand in our way, nothing can stand in the way of the power of millions of voices calling for change. (We want change.)

We have been told we cannot do this by a chorus of cynics…they will only grow louder and more dissonant ……….. We’ve been asked to pause for a reality check. We’ve been warned against offering the people of this nation false hope.

But in the unlikely story that is America, there has never been anything false about hope.
Now the hopes of the little girl who goes to a crumbling school in Dillon are the same as the dreams of the boy who learns on the streets of LA; we will remember that there is something happening in America; that we are not as divided as our politics suggests; that we are one people; we are one nation; and together, we will begin the next great chapter in the American story with three words that will ring from coast to coast; from sea to shining sea: Yes We Can."

Yes Obama Can!

แล้ววันนี้ Obama ก็ได้พิสูจน์ให้คนทั้งโลกได้เห็นว่า "เราทำได้"

ด้วยความหวัง    "เราทำได้!"

และแน่นอน ฉันมั่นใจว่าฉันเองก็ต้อง "ทำได้" เช่นกัน!

“Only boring people get bored.”

เมื่อวันก่อนเราได้ไปงานหนังสือฯมา
จุดประสงค์คือตั้งใจจะไปซื้อเล่มเดียวคือ Twilight ของ Stephenie Meyer
เป็นเรื่องราวความรักโรมิโอกับจูเลียตระหว่างหญิงสาวสวยกับแวมไพร์หนุ่มรูปงาม
ปรากฎว่าหมดเกลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาคไทย หรือ อังกฤษ เซ็งเลยทีเดียว
 
เซ็งมากขึ้นไปอีกที่เราหลวมตัวซื้อหนังสือไปอีก 4 เล่มด้วยกันมี
1. Veronika decides to die ของ Paulo Coelho
2. Kafka on the shore ของ Haruki Murakami
3. นิยายญี่ปุ่นที่แปลโดยสำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม
4. นิยายที่เสียดสีประเทศฝรั่งเศสและก็แปลโดยสำนักพิมพ์ฟรีฟอร์มอีกเช่นกัน
 
(ช่วงนี้เป็นฟรีฟอร์มฟีเว่อร์อ่ะ ประมาณว่า คลั่งไคล้ผลงานของพี่ปราย’ พันแสง)
 
ก็สรุปหมดไปพันนึงได้ -_-"
อุตส่าห์ตั้งใจจะเก็บเงินไว้ไปเที่ยวแล้วไงกรุ
 
anyway, ซื้อมาแล้วก็ได้แต่ตั้งวางไว้บนโต๊ะ และก็นั่งจ้องมันอยู่เนี่ยแหละ เหอๆ
ไม่มีกระจิตกระใจจะอ่านอ่า เบื่อ…
แล้วก็มีเพื่อนฝรั่งคนนึงบอกว่า "Only boring people get bored."
เราก็แบบนะไม่อยากเป็น boring people ว่ะ
แต่จะทำยังไงให้ไม่ bored???
คิดเข้าไปแทบตาย ก็ไม่ได้คำตอบ ถ้าเรายัง "รู้สึก bored" อยู่จริงป่ะ
แล้วก็ลงท้ายยอมรับ label นั่นไปว่า เออ กรุเป็นคนน่าเบื่อ -_-"
กลายเป็นงั้นไป…
 
คำอธิบายเพิ่มเติมจากที่เพื่อนต่างชาติพูดคือ มันอยู่ที่ใจว่าจะเลือกให้เรารู้สึกอย่างไรมากกว่า
ชีวิต บางครั้งมันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เราต่างก็ไม่อยากจะพบเจอมันนักหรอก แต่เราก็หลีกเลี่ยงอะไรมันไม่ได้
การกระทำทุกอย่างมันมี consequences ทั้งนั้นว่ะ
ที่จริงแล้ว…มันเป็นเรื่องธรรมดามากของโลกใบนี้
ที่มันไม่สบายใจก็เพราะเราเอา "ใจ" ไปยึดติดไง
ยึดติดว่าต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนั้นฯลฯ
เรียกร้อง แล้วเราก็สร้างกรอบในการมองโลกขึ้นมาทำให้เรามองโลกได้แต่ในมุมแคบๆเท่านั้น
มุมแคบๆนั่นที่พวก hyprocrite เห็นว่าเป็นการมองโลกตามความเป็นจริง
เราไม่ชอบ hypocrisy ว่ะ ทนไม่ได้หรอกที่ต้องทนฟังให้คนพวกนั้นมาตัดสินเรา
พูดจาข่มต่างๆนานา ซึ่งคนที่นี่ก็เป็นกันเยอะ…ไม่รู้ทำไม…คงเป็นยีนส์ ถ่ายทอดกันตามๆมาละมั้ง
ยังไงก็แล้วแต่ "ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา"
เพื่อนกล่าวสรุปแค่นั้น
 
เราไม่ได้เป็นคนน่าเบื่อว่ะ ชีวิตก็ไม่ได้น่าเบื่อด้วย
มีอะไรหลายอย่างอีกเยอะที่รอให้เราเรียนรู้
คิดบวกเข้าไว้ แล้วทุกอย่างมันจะดีเอง…เพื่อนบอกมาว่างั้น
 
ขอบคุณมากๆเลยเพื่อน